วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

บทที่ 7 พลังเคลื่อนปราณ

บทที่ 7 พลังเคลื่อนปราณ


[เต๋าอิ่นจื่อซู เต๋าอิ่นในที่นี้ คำเต๋า(dao3) มาจากเต่าชี่(dao3qi4) คือชักนำพลังชี่ อิ่น (yin3) มาจากอิ่นถี่ (yin3ti3) คือชักจูง เต๋าอิ่นคำนี้จึงหมายถึงวิธีการหายใจแบบโบราณชนิดหนึ่ง ใช้ลมหายใจนำ ใช้ท่วงท่าร่างกายตาม เป็นวิธีการขับเคลื่อนพลังชี่ที่สำคัญ ปัจจุบันพบได้ในกีฬาหลายชนิดเช่นการเล่นเวท] [เต่าชี่ (dao3qi4) เป็นศัพท์ที่ใช้ในวงการแพทย์แผนจีน หนังสือหลิงซู(ตำราเก้าบท) หมวดอู่ล่วน กล่าวว่า “เข้าช้าออกช้าเรียกว่าชักนำลม(เต่าชี่)” แปลว่าการฝังเข็มชักนำให้เกิดการเคลื่อนของลมปราณ ในความหมายโดยกว้างใช้แทนวิธีกดจุดทุกชนิด ล้วนเรียกได้ว่าเต่าชี่]
“ฉันจะเริ่มฝึกฝนต่อแล้ว”
‘เซียวหนิงเอ๋อร์’พูดเสียงเย็นพลางจ้องมอง’เนี่ยหลี’ด้วยดวงตาที่กระจ่ายใส
‘เซียวหนิงเอ๋อร’ไม่ชอบถูกรบกวน นางเปล่งรังสีที่ ‘ขับไล่คนพันลี้’ ออกมาด้วยสีหน้า และด้วยความที่นางไม่ค่อยสุงสิงกับเพื่อนนักเรียนโดยเฉพาะเพื่อนชาย เด็กไร้เพื่อนนางนี้จึงดูเอาแต่ใจตัวอยู่บ้าง
“ฉันจะไป เดี๋ยวนี้เลย”
‘เนี่ยหลี’กล่าวพลางยิ้มน้อยๆ เขาเหลือบมองเธอจากหัวจรดเท้า
‘เซียวหนิงเอ๋อร์’ขมวดคิ้วแล้ว ‘เนี่ยหลีมองข้าด้วยสายตาที่หยาบคายเกินไปรึเปล่า?’ เด็กหญิงคิด นางรู้สึกหงุดหงิดใจในทันที มีเด็กชายจำนวนมากไล่ตามเธอในสถานศึกษา หาก’เซียวหนิงเอ๋อร์’เพิกเฉยต่อทั้งหมด นางต้องการทุ่มเทให้กับการบำเพ็ญ ดังนั้นการกระทำของ’เนี่ยหลี’ในสายตานางจึงไม่แตกต่างกับเด็กคนอื่นๆ ช่างน่ารังเกียจนัก
“ยังไม่ออกไปอีก?”
น้ำเสียงของเด็กหญิงดูหงุดหงิด ‘เนี่ยหลี’กวนนางมาครู่หนึ่งแล้ว
สายตาของ’เนี่ยหลี’จับจ้องบนขาของเด็กหญิง นางไม่ได้สวมใส่รองเท้า เผยขาเรียวดุจสลักจากงาช้างเปล่งประกายใต้แสงจันทร์ สองขาแสดงสีแดงออกมาเล็กน้อย ‘เนี่ยหลี’กล่าวว่า
“เมื่อยามค่ำคืน ขาทั้งสองของเธอร้อนเหมือนไฟเผาหรือไม่?”
เมื่อได้ยินที่’เนี่ยหลี’พูด ‘เซียวหนิงเอ๋อร์’ตะลึงไปครู่ ก่อนตอบว่า
“นายรู้ได้อย่างไร”
ด้วยความร้อนนี้เอง เมื่อฝึกฝนในยามค่ำคืนนางจึงไม่ยอมสวมรองเท้า
“ฉันรู้แน่นอน”
‘เนี่ยหลี’ยิ้ม
“ไม่เพียงเท่านี้ ฉันยังรู้ว่าไม่เพียงขาทั้งสองของเธอร้อนเป็นไฟ ร่างของเธอกลับหนาวยะเยือก ทุกคืนในยามเที่ยงคืน เธอรู้สึกเหมือนมีลูกเห็บกระหน่ำใส่ร่างกาย นั่นเจ็บปวดมากจนแม้แต่การบำเพ็ญยังเป็นไปไม่ได้ ใช่ไหม?”
‘เซียวหนิงเอ๋อร์’ตกตะลึงซ้ำ
นางอดทนกับความเจ็บปวดนี้คนเดียวและไม่เคยบอกใครมาก่อนแม้แต่คนในบ้าน ‘เนี่ยหลี’รู้ได้อย่างไร เห็นสีหน้าของนาง ‘เนี่ยหลี’รู้ได้ทันทีว่าเขาทายถูกแล้ว ‘เซียวหนิงเอ๋อร์’เป็นโรคหนาวสุดขั้ว (จี๋หานจื่อเจิง) นี่เอง
การฝึกฝนยามค่ำคืนทำให้อากาศเย็นแทรกซึมเข้าไปอุดตันในเส้นเลือด โรคหนาวสุดขั้วนี้ อย่างเบาทำให้คนป่วยหนัก อย่างหนักทำให้ร่างระเบิด ‘เซียวหนิงเอ๋อร์’ที่ป่วยหนักเพียงสองปีถือว่าโชคดีมากแล้ว
“นอกจากอาการเหล่านี้ บนตัวของเธอยังมีจ้ำเลือด จ้ำเลือดพวกนี้คงปวดสุดชีวิตทั้งยังไม่จางไปไหน กลับกระจายไปทั้งตัว”
‘เนี่ยหลี’พูดอย่างมั่นใจ
“เธอยังไม่บรรลุระดับสำริด แต่เมื่อบรรลุถึงขั้นนั้น อย่างเบาเธอจะป่วยหนักจนพลังบำเพ็ญถดถอยอย่างใหญ่หลวง อย่างหนักนั้นถึงชีวิต”
ฟังคำของ’เนี่ยหลี’ ‘เซียวหนิงเอ๋อร์’ตะลึงงัน สองหมัดของนางกำแน่น ดวงตาทั้งสองแดงก่ำ เป็นไปได้อย่างไร เด็กหญิงนึกในใจ แม้นางจะเข้มแข็งเพียงใด หากเมื่อฟังข่าวร้ายเช่นนี้ นางก็ทนทานไม่ได้อยู่นั่นเอง ‘เนี่ยหลี’บอกอาการนางได้เพียงสังเกตวูบเดียว ที่เขาพูดน่าจะไม่ผิด
ตั้งแต่เด็ก ครอบครัวของนางต้องการให้นางตบแต่งเข้าตระกูลเทพศักดิ์สิทธิ์ให้กับเสิ่นเฟย เมื่อเติบโตขึ้น ‘เซียวหนิงเอ๋อร์’ก็ได้เรียนรู้ว่า’เสิ่นเฟย’นั้นเป็นคุณชายเจ้าสำราญ ในเมื่อนางไม่อยากแต่งให้กับมัน นางจึงทำได้เพียงฝึกฝนอย่างหนักเพื่อให้หลุดพ้นชะตาอันโหดเหี้ยม น่าเสียดายที่ฟ้าไม่เมตตา เมื่อนางที่กำลังจะบรรลุชั้นสำริดได้ฟังข่าวเช่นนี้ เห็น’เซียวหนิงเอ๋อร์’ซึ่งเคยเข้มแข็งตลอดมาเป็นเช่นนี้ ‘เนี่ยหลี’ทำได้เพียงสงสารนาง
“เนี่ยหลี ในเมื่อนายรู้ว่าฉันเป็นโรคอะไร นายคงรู้ว่าจะรักษาอย่างไร ใช่ไหม?”
‘เซียวหนิงเอ๋อร์’ผู้ถูกขู่ขวัญด้วยคำพูดของ’เนี่ยหลี’พูด นางละความคิดระวังป้องกันโดยไม่รู้ตัว ขอร้องเขา
“ช่วยฉันได้ไหม?”
นางเป็นเพียงเด็กหญิงวัยสิบสามเท่านั้นเอง                 ‘เซียวหนิงเอ๋อร์’มีนิสัยแข็งกร้าวและไม่ค่อยจะร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น หลังฟังคำร้องของนาง ‘เนี่ยหลี’ก็พลันใจอ่อน เด็กชายเงียบไปชั่วครู่ก่อนกล่าวว่า
“โรคนี้สามารถรักษาได้ เธอสามารถค้นจากห้องสมุดของสถานศึกษาเสิ้งหลันได้ โรคนี้ชื่อว่าโรคหนาวสุดขั้ว”
“จริงหรือ?”
‘เซียวหนิงเอ๋อร์’ตอบ ความหวังในใจของนางถูกจุดขึ้นอีกครั้ง
“รักษาอย่างไร?”
“พลังเคลื่อนปราณ (เต๋าอิ่นจื่อซู) กดนวดตามจุดบาดเจ็บเพื่อละลายจ้ำเลือด ยาจากหญ้าริ้วทองและหญ้าเขตแดนฟ้าใช้กินวันละครั้ง ด้วยอาการของเธอคงใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน ถ้าโชคดีก็ใช้เวลาราวๆสิบวันก็ควรจะหายสนิท”
‘เนี่ยหลี’ว่า นี่คือวิธีที่แน่นอนที่สุดในการรักษาโรคนี้
“พลังเคลื่อนปราณ?”
‘เซียวหนิงเอ๋อร์’ตอบ นางขมวดคิ้วแน่น ในฐานะของตระกูลชั้นสูง นางกลับไม่เคยได้ยินชื่อวิชานี้แม้แต่น้อย
“นอกจากวิธีเหล่านี้ เธอต้องห้ามฝึกพลังของเธอในตอนกลางคืนอีกด้วย”
‘เนี่ยหลี’ยื่นมือออกไปหา’เซียวหนิงเอ๋อร์’ กล่าวว่า
“เอาตำราพลังปราณของเธออกมาก ขอฉันดูหน่อย”
‘เซียวหนิงเอ๋อร์’มอง’เนี่ยหลี’ หากมีคนแปลกหน้าขอดูตำราพลังปราณของนาง นางคงคิดว่าพวกเขาหลอกดูวิชา แต่หลังเห็นสีหน้าของ’เนี่ยหลี’ นางกลับรู้สึกเชื่อใจอย่างน่าประหลาด ‘เนี่ยหลี’บอกเธอมามากแล้ว ดังนั้นนางจึงตัดสินใจจะเชื่อเด็กชายหมดใจ นางหยิบตำราออกจากแหวนมิติแล้วส่งให้แก่เด็กชาย ตำรานี้แท้จริงเป็นแผ่นหนังสัตว์ที่ดูเก่าแก่แผ่นหนึ่ง ซึ่งเขียนตัวหนังสือไว้เต็มไปหมด
เมื่อ’เนี่ยหลี’ได้รับตำราจาก’เซียวหนิงเอ๋อร์’ เด็กชายกระทบถูกหลังมือขาวประดุจหยกของนางโดยไม่ตั้งใจ ทั้งนี้เด็กชายกลับไม่สนใจ ก้มหน้าอ่านตำราอย่างระมัดระวัง หลังมือของนางสัมผัสกับ’เนี่ยหลี’ ‘เซียวหนิงเอ๋อร์’ชักมือถอยอย่างรวดรวด ใจของเธอเต้นระรัว อารมณ์เต็มไปด้วยความสับสน นางคิดในใจว่า’เนี่ยหลี’พยายามข่มขู่เธอหรือไม่ หรือเขามีความคิดที่ไม่อาจบอกผู้คนเกี่ยวกับนางหรือไม่?
เมื่อนางเงยหน้าขึ้น นางกลับเห็นว่า’เนี่ยหลี’ไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย นางคลายใจลง ‘เนี่ยหลี’กำลังดูตำราอย่างเคร่งเครียด นั่นทำให้’เซียวหนิงเอ๋อร์’เหม่อไปชั่วขณะ ก่อนก้มหัวลงคิดอะไรบางอย่าง
“ทายาทสายตรงของตระกูลใหญ่ที่ทรงอำนาจฝึกวิชาขยะพรรค์นี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนครเรืองโรจน์จึงล่มสลาย”
‘เนี่ยหลี’พึมพำเบาๆ
“นายว่าอะไรนะ?”
‘เซียวหนิงเอ๋อร์’เบิกตากว้างเพ่งมอง’เนี่ยหลี’ นางได้ยินแค่บางคำที่’เนี่ยหลี’พึมพำแต่ไม่ได้ยินชัดเจน
“ไม่มีอะไร”
‘เนี่ยหลี’หัวเราะเบาๆ
“วิชานี้ย่ำแย่เกินไปแล้ว มันทำลายเส้นชีพจรของผู้ฝึก ที่เธอมีอาการของโรคหนาวสุดขั้วคงมีเหตุผลหลักมาจากวิชานี้เอง เปลี่ยนข้อความท่อนนี้จากบึงจิตเป็นจิตฟ้า เปลี่ยนนี่เป็นหลอมรวมจิตวิญญาณ….”
‘เนี่ยหลี’พูดต่อ แก้ไขตำราพลังปราณให้ล้ำเกินความเข้าใจ
‘เซียวหนิงเอ๋อร์’รู้สึกไม่สบายในอยู่บ้างขณะเขาแก้ตำราพลังปราณ ตำรานี้ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ เป็นวิชาระดับหกในตระกูล เด็กน้อยอย่างเนี่ยหลีมีสิทธิ์อะไรมาแก้ไข แต่’เซียวหนิงเอ๋อร์’ฟัง’เนี่ยหลี’ต่อ นางเองก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่ง นางมีประสบการณ์อยู่บ้าง ครู่ใหญ่ เซียวหนิงเอ๋อร์ก็รู้สึกว่าการแก้ไขนั้นมีเหตุผลอย่างมาก ถึงกับเหนือกว่าต้นฉบับมากโข ดวงตาของเด็กหญิงเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจเมื่อจ้องมอง’เนี่ยหลี’
“เนี่ยหลี นายพูดซ้ำอีกทีได้ไหม ฉันต้องจำสิ่งที่นายพูด”
‘เซียวหนิงเอ๋อร์’พูดเร็วรัว
“แน่นอน”
‘เนี่ยหลี’พูดช้าลง
ย้อนทวนการแก้ไขตำราพลังปราณ หลังการฝึกพลัง ความจำของ’เซียวหนิงเอ๋อร์’ก็สามารถจดจำทุกสิ่งได้ไม่ลืมเลือด แม้ว่านางสามารถถอดความเพียงไม่กี่จุด นางยังคงจดจำสิ่งที่’เนี่ยหลี’พูดไว้ ยิ่งฟังนางก็ยิ่งตระหนักว่าพลังปราณใหม่นี้ทรงพลังยิ่งกว่าของเดิมมากเพียงไหน
‘เซียวหนิงเอ๋อร์’มอง’เนี่ยหลี’ด้วยความสับสน หากแต่นั่นเปลี่ยนเป็นการยอมรับนับถือในทันใด  ต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับพลังวิญญาณมากเพียงไหนเพื่อจะแก้ไขการฝึกฝนพลังปราณได้ลึกซึ้งเพียงนี้ แม้แต่ผู้ใช้ภูติชั้นเหล็กนิลยังทำแบบนี้ไม่ได้ทุกคน ‘เนี่ยหลี’เข้าใจการเพาะสร้างพลังที่ผ่านมือของผู้ใช้ภูติระดำเหล็กนิล หรือแม้แต่ระดับตำนานได้จริงหรือ
‘เซียวหนิงเอ๋อร์’จดจำการแก้ไขของ’เนี่ยหลี’ไว้ในใจประหนึ่งสมบัติล้ำค่า นางบอกไม่ได้ว่าความรู้สึกที่มีต่อ’เนี่ยหลี’คือสิ่งใด หลงใหลหรือบูชา อายุของ’เนี่ยหลี’พอๆกับนาง แต่’เซียวหนิงเอ๋อร์’ตระหนักว่ามีช่องว่างระหว่างพวกเขา น่าสงสัยที่นางเคยมองว่า’เนี่ยหลี’เป็นเด็กหลังห้อง นางตระหนักว่าอาจารย์หญิงแซ่เสิ่นนั้นจิตใจคับแคบเพียงไหน และนักเรียนคนอื่นที่สงสัย’เนี่ยหลี’นั้น นางถูก’เนี่ยหลี’ชักจูงตั้งแต่สิ่งที่’เนี่ยหลี’พูดในชั้นเรียนว่าจะก้าวขึ้นเป็นผู้ใช้ภูติในตำนานต้องเป็นจริง
นับแต่ยังเยาว์ ไม่ว่าพรสวรรค์หรือสติปัญญา ‘เซียวหนิงเอ๋อร์’แซงหน้าคนรอบข้างไปไกล นี่เป็นครั้งแรกที่นางต้องแหงนมองเพื่อนที่อายุใกล้เคียงกัน ‘เนี่ยหลี’เคยประกาศตัวก่อนหน้าว่าจะตบแต่งหญิงที่งามที่สุดในนคร
เมื่อคิดถึงเรื่องนั้น ความคิดนางก็สับสน เด็กหญิงก้มหน้าลงไร้วาจา ในพลันเงาร่างของ’เหย่จื่อหวิน’ก็ปรากฏในห้วงความคิด แม้’เซียวหนิงเอ๋อร์’จะมั่นใจในรูปลักษณ์ของตน แต่นางก็ยอมรับว่านางอาจไม่สามารถแข่งขันกับ’เหย่จื่อหวิน’ได้
“เธอคิดอะไรอยู่?”
‘เนี่ยหลี’ถาม เด็กชายสงสัยใจกับท่าทีแปลกๆของนาง
“ไม่ ไม่มีอะไร”
‘เซียวหนิงเอ๋อร์’ส่ายหน้า ขับไล่ความคิดออกจากศีรษะก่อนถาม
“เนี่ยหลี นายรู้จักพลังเคลื่อนปราณหรือ?”
“แน่นอน”
‘เนี่ยหลี’พยักหน้า กล่าวต่อว่า
“แต่พลังเคลื่อนปราณต้องใช้การสัมผัสกับจ้ำเลือดโดยตรง มันดูไม่เหมาะสมนักถ้าจะให้ฉันเป็นคนกระทำ”
‘เซียวหนิงเอ๋อร์’มองโหนกแก้มที่ประหนึ่งแกะสลักของเด็กชาย คิ้วเข้มหนา ประกายแสงลึกล้ำฉายในแววตา เขามีรังสีของความหล่อเหลาอยู่บ้าน และนั่นค่อยๆรวมเข้ากับภาพในใจของนาง ‘เซียวหนิงเอ๋อร์’ก้มหัวลงต่ำ กล่าวว่า
“ฉันไม่สนใจ เธอเพิ่งรักษาฉันมิใช่หรือ ฉันไม่อยากกลายเป็นคนไร้ประโยชน์”
ประโยคสุดท้ายมีเพื่อปลอบประโลมตนเอง เบื้องหน้าของ’เนี่ยหลี’ ‘เซียวหนิงเอ๋อร์’ยินยอมวางการตั้งแง่ในที่สุด
“อืม…..”
‘เนี่ยหลี’เงียบไปครู่
นางเป็นสตรียังไม่สนใจ ถ้าปฏิเสธก็ขี้ขลาดไปแล้ว หัวใจของเขามี’เหย่จื่อหวิน’อยู่แล้ว เขามีเพียงความประทับใจเล็กๆต่อ’เซียวหนิงเอ๋อ์’ เขาไม่คิดอะไรมากเมื่อตอบว่า
“งั้นก็ได้ ฉันจะใช้พลังเคลื่อนปราณรักษาเธอทุกสามวัน ทำตามที่บอก กินยาพวกนื้แล้วเธอจะหายดี”
“อืม”
‘เซียวหนิงเอ๋อร์’ตอบ พยักหน้าเงียบๆ
“จ้ำเลือดของเธออยู่ที่ไหน”
‘เนี่ยหลี’ถาม
‘เซียวหนิงเอ๋อร์’หน้าแดงเล็กน้อยก่อนชี้ไปที่หลังเท้าของนาง
“อันนี้ไง”
‘เนี่ยหลี’ก้มศีรษะลงดู เขาเห็นปื้นสีม่วงเข้มบนหลังเท้าที่ขาวเนียนของนาง จ้ำเลือดดูรุนแรงมาก
“แย่จริงๆ”
‘เนี่ยหลี’ว่า ส่ายหัวก่อนบอกต่อ
“โชคดีมีแค่ที่เท้า ไม่อย่างนั้นคงลำบากแย่ แบบนี้สะดวกกว่ามาก ฉันทำให้ได้ในทันที”
‘เนี่ยหลี’นั่งลงบนผื้นหญ้า
“อืม”
‘เซียวหนิงเอ๋อร์’ตอบ นางไม่ได้บอกว่ามีจ้ำเลือดเพียงที่เดียว เมื่อนางวางเท้าลงบนตักของเนี่ยหลี ก็มีความคิดพุ่งวาบเข้ามา นางกำลังคิดถึงอะไรบางอย่าง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น